ความแตกต่างระหว่างคำสองคำที่คนเรามักใช้ปะปนกันอยู่เสมอ คือ หลักการ (Principle) กับวิธีการ (Method)
หลักการตอบคำถามว่า เราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร
ส่วนวิธีการตอบคำถามว่า เราจะทำสิ่งนั้นอย่างไรหลักการคือจุดหมาย วิธีการคือเส้นทาง
เราอยากช่วยคนที่กำลังเดือดร้อน นั่นคือหลักการ ส่วนจะช่วยด้วยเงิน สิ่งของ หรือแรงงาน นั่นคือวิธีการ
เราอยากให้งานก่อสร้างปลอดภัย นั่นคือหลักการ ส่วนจะตรวจด้วยแบบฟอร์ม รายการตรวจสอบ เครื่องมือวัด หรือให้วิศวกรเข้าตรวจหน้างาน นั่นคือวิธีการ
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การมีวิธีการ แต่อยู่ที่บางครั้งเรารักวิธีการเสียจนลืมไปว่า วันแรกที่คิดค้นมันขึ้นมา เราคิดขึ้นมาเพื่ออะไร
แบบฟอร์มที่ครบถ้วนไม่ได้รับประกันว่างานจะถูกต้อง เช่นเดียวกับการทำตามขั้นตอนทุกข้อ ก็ไม่ได้รับประกันว่าเราจะบรรลุวัตถุประสงค์
อย่างไรก็ตาม การเข้าใจหลักการไม่ได้หมายความว่าเราจะละทิ้งมาตรฐาน หรือทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ
เพราะในงานที่มีความเสี่ยง วิธีการบางอย่างเป็นข้อบังคับที่จำเป็นต่อความปลอดภัยและกฎหมาย เราจึงต้องเข้าใจทั้งเจตนารมณ์ของหลักการและข้อจำกัดของวิธีการ แล้วเลือกทางที่เหมาะสมโดยยังรักษามาตรฐานที่ต้องมีไว้ให้ครบ
การคิดนอกกรอบไม่ใช่การกระโดดออกจากหน้าต่าง เพียงเพราะประตูเปิดยาก
แต่มันคือการถามตัวเองว่า ประตูที่เรากำลังพยายามเปิดนั้น พาเราไปยังที่ที่ต้องการจริงหรือไม่
คนที่เข้าใจหลักการจะมีทางเลือกมากกว่าหนึ่งทาง
เมื่อวิธีแรกไม่ได้ผล เขาจะถามว่า มีวิธีอื่นที่ยังรักษาวัตถุประสงค์เดิมได้หรือไม่
เมื่อพบข้อผิดพลาด เขาจะถามว่า เกิดอะไรขึ้น และจะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำได้อย่างไร
เมื่อโลกเปลี่ยน เขาจะปรับเครื่องมือให้เข้ากับโลก โดยไม่ทิ้งคุณค่าที่ตัวเองยึดถือ
แต่คนที่ยึดติดกับวิธีการเพียงอย่างเดียว มักมีทางเลือกอยู่สองทาง คือทำแบบเดิมต่อไป หรือโทษคนที่ทำแบบเดิมแล้วไม่สำเร็จ
"ส่วนวิธีการนั้น อาจจะมีนับล้านหรือมากกว่านั้น แต่หลักการมีเพียงไม่กี่ข้อ คนที่เข้าถึงหลักการจะสามารถเลือกใช้วิธีการของตัวเองได้อย่างสำเร็จ แต่คนที่พยายามลองผิดลองถูกกับวิธีการโดยละเลยหลักการ ย่อมต้องพบกับความยุ่งยากแน่นอน" — ราล์ฟ วอลโด เอเมอร์สัน (Ralph Waldo Emerson)
ความสามารถอย่างหนึ่งที่สำคัญมากในการทำงานและการใช้ชีวิต คือการรู้ว่าอะไรควรยึดมั่น และอะไรควรยืดหยุ่น สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ว่า กำลังยืดหยุ่นเพื่อให้ไปถึงจุดหมาย หรือกำลังหาข้ออ้างเพื่อหลีกหนีสิ่งที่ควรทำ
สองอย่างนี้หน้าตาคล้ายกันมาก โดยเฉพาะเมื่อคนพูดเป็นคนเดียวกัน
สุดท้ายแล้ว จึงไม่ค่อยกังวลกับคนที่ถามว่า “เราจะทำอย่างไรดี?”
เรากลับกังวลกับคนที่ตอบได้ทันทีว่า “ก็ทำแบบเดิมสิ” โดยไม่เคยถามตัวเองเลยว่า ทำแบบเดิมไปเพื่ออะไร
เพราะคนที่มีแต่หลักการโดยไม่ลงมือทำ อาจเป็นนักฝัน
คนที่มีแต่วิธีการโดยไม่เข้าใจหลักการ อาจเป็นเพียงช่างทำตามคำสั่ง
แต่คนที่เข้าใจทั้งสองอย่าง ย่อมมีโอกาสเป็นคนแก้ปัญหาได้จริง

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น